นักลงทุนสายตาสั้น

posted on 09 Nov 2013 14:40 by learn2life in LifeandValueInvest
 
การวิเคราะห์หามูลค่าของหุ้นเพื่อการลงทุนนั้น แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะใช้ค่า PE ค่า PB หรือตัวเลขอื่น ที่เป็นตัวเลขง่ายๆ ใช้ข้อมูลเพียงปีเดียวหรือข้อมูลปัจจุบัน แต่ถ้าทำให้ถูกต้องตามทฤษฎีแล้ว จะต้องประมาณ “กระแสเงินสด” หรือปันผลที่บริษัทจะจ่ายตลอดไปในอนาคต เสร็จแล้วต้องคำนวณ “มูลค่าส่วนลด” หรือ “ค่าปัจจุบัน” ของกระแสเงินทั้งหมดนั้นก็จะได้ว่า “มูลค่าหุ้น” ควรเป็นเท่าไร ซึ่งวิธีคำนวณแบบนี้เป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้ ดังนั้นเราจึงเน้นดูตัวเลขง่ายๆ เพียงตัวเดียวเป็นค่า PE หรือพูดง่ายๆ ใช้ค่า E หรือกำไรเพียงปีเดียว

แต่พอเราใช้ค่า PE ไปนาน ๆ เข้าเราก็เลยลืมไปว่าค่า E หรือกำไรต่อหุ้นเพียงปีเดียวนั้น ที่จริงมีสมมุติฐานต่อว่า จะต้องเป็นกำไรที่จะต้องต่อเนื่องไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุด และต้องไม่ลดลงหรือหดหายไป และนี่คือสิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ เนื่องจากกำไรบริษัทไม่น้อยเป็นกำไรที่ไม่ต่อเนื่อง บางบริษัทอาจจะกำไรต่อไปเพียงปีสองปี บางบริษัทอาจจะยาวไป 8 ปีหรือ 15 ปี หลังจากนั้นแล้วกำไรอาจจะหายไปมากหรือมีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้นการ ใช้ค่า PE กำหนดมูลค่าหุ้นอาจไม่ถูกต้อง เฉพาะอย่างยิ่งคือมูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง ทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นผิดพลาดไม่เป็น “VI” ปัญหานี้อยากเรียกว่าเป็นการมองกิจการที่ไม่ไกลพอหรือเป็นเรื่องของ “นักลงทุนสายตาสั้น” มาดูกันว่ามีกิจการหรือบริษัทแบบไหนที่กำไรไม่ต่อเนื่องตลอดไป

บริษัท กลุ่มแรกที่เห็นได้ชัดว่ากำไรน่าจะไม่ต่อเนื่อง คือบริษัทที่มี “กำไรพิเศษ” อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการขายทรัพย์สินก้อนใหญ่แล้วเกิดกำไรขึ้นมากหรือ อย่างมีนัยสำคัญ กรณีแบบนี้ต้องไม่ใช้ค่า PE มาเป็นตัวบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง หรือถ้าจะใช้ PE จะต้องตัดกำไรส่วนที่เป็นรายการพิเศษออก ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นหายไปมาก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังนี้ มักจะเห็นบริษัททำ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” โดยการขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทุน ซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น “ผิดปกติ” ซึ่งนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนไม่ควรที่จะให้มูลค่ากับกำไรนี้มากนัก

แต่ ในบางบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นปกติ และมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ค่อนข้างมากนั้น มักจะขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอยู่เรื่อย ๆ บางทีเกือบจะทุกปี ในกรณีแบบนี้เขาอาจอ้างได้ว่ากำไรของเขาที่ได้มาอย่างผิดปกติ อาจกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” และดังนั้นน่าจะใช้ค่า PE ในการคำนวณมูลค่าหุ้นได้ แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้น

ลอง คิดดูจะเห็นการขายทรัพย์สิน อาจทำกำไรได้ดีขึ้นในปีนี้ แต่ในอนาคตกำไรบริษัทจะน้อยลงจากทรัพย์สินตัวนั้น ดังนั้น กรณีแบบนี้ต้องถือว่าเรากำลัง “สายตาสั้น”

กิจการที่ได้ “สัมปทาน” หรือได้ “ใบอนุญาต” ให้ทำธุรกิจที่กำหนด ส่วนใหญ่มักมีอายุยาวประมาณ 10-15 ปี สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นมักมองกันเพียงไม่เกิน 2-3 ปี เป็นเวลายาวมากจนไม่ต้องคำนึงถึงว่ากำไรจะหมดไปก่อนจะขายหุ้น ดังนั้นจึงคิดคำนวณหามูลค่าโดยใช้ PE ที่ดูกำไรเพียงปีเดียวเป็นหลัก ผลคือ มูลค่าหุ้นมักสูงกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตามอาจมีการโต้แย้งว่าสัมปทานหรือใบอนุญาตอาจถูกต่อออกไปเมื่อมัน หมดอายุอีกหลายปีข้างหน้า

ดังนั้นกำไรอาจถูกยืดออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ประเด็นนี้เองคิดว่าถึงอายุจะต่อออกไปได้แต่กำไรนั้นก็อาจจะไม่เหมือนเดิม ค่าสัมปทานหรือใบอนุญาตถ้ามีก็ต้องมีการปรับใหม่ โอกาสที่กำไรจะโตขึ้นไปเรื่อยๆอาจไม่ง่าย สำหรับผมเปรียบเทียบคล้ายกับการ “เซ้ง” สิ่งปลูกสร้างไม่ใช่การ “ซื้อขาด” ดังนั้นจึงไม่สามารถให้มูลค่ามันสูงๆ ได้ ถ้าไปใช้ค่า PE ปกติประเมินมูลค่าก็เหมือนกับว่าเรา “สายตาสั้น” ไม่มองไปไกลหลังจากสัมปทานหรือใบอนุญาตหมดอายุ

ในช่วงเร็วๆนี้ เราพบเห็นบริษัทที่ทำพลังงานทดแทนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันค่อน ข้างมาก บริษัทเหล่านี้ต่างขายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานของรัฐโดยได้รับการ Subsidize หรือสนับสนุนเป็นเม็ดเงินต่อหน่วยของพลังงานไฟฟ้าที่ขาย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรคุ้มกับการลงทุน แต่การสนับสนุนนี้จะทำเพียงไม่กี่ปีเช่น 8 ปี หลังจากนั้นบริษัทอาจ“ขาดทุน” ในกรณีแบบนี้ กำไรของบริษัทในช่วงแรกจะดีกว่าปกติ และถ้าใช้ PE มาคำนวณหามูลค่าหุ้น ราคาหุ้นก็จะสูงกว่าปกติ และนี่คืออีกกรณีหนึ่งของการที่นักลงทุน “สายตาสั้น” ไม่ได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าที่กำไรจะหดหายไปอย่างมาก

สาย ตาสั้นเรื่องการวิเคราะห์หุ้นอีกกลุ่มหนึ่ง คือบริษัทมีแบ็คล็อกหรืองานหรือสินค้าที่ลงนามสัญญาจ้างหรือซื้อขายไปแล้วรอ ทำและส่งของ เช่นบริษัทรับเหมาก่อสร้างหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เรื่องนี้นักลงทุนหรือนักวิเคราะห์หุ้นจะตั้งสมมติฐานว่าช่วงเวลา 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะมียอดขายเท่าไรแน่นอนตามแบ็คล็อกที่มีอยู่ และอาจรวมถึงยอดขายใหม่ที่จะทำได้เพิ่ม หลังจากนั้นก็คำนวณกำไรที่จะทำได้โดยใช้ตัวเลขมาร์จินที่บริษัทเคยทำได้ จากนั้นจะได้กำไรต่อหุ้นซึ่งจะคูณกับค่า PE ก็จะได้ “มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม”

ประเด็น ก็คือ การประมาณการกำไรอาจถกเถียงได้ว่าเป็นไปตามที่คำนวณได้หรือใกล้เคียง แต่การมองที่กำไรเพียง 1-2 สองปีต้องบอกว่าเป็นเรื่องอาจ “สายตาสั้น” อนาคตจากนั้นความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นการให้ค่า PE ตามปกติจึงอาจไม่เหมาะสม


ความ ล้าสมัยของเทคโนโลยีหรือระบบการผลิตและการจัดจำหน่ายในสินค้าไฮเทคหรือที่ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องไฮเทคโนโลยี เช่น สินค้าที่เป็น “ซอฟต์แวร์” ทั้งหลาย อาจทำให้กิจการหรือบริษัทบางแห่งหรือบางแบบมีความเสี่ยง “ซ่อน” อยู่ คือ ยอดขายและหรือกำไรของบริษัทในอนาคตที่ไม่ไกลนัก อาจตกลงมามากมายเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี บางทีอาจถึงขั้นคุกคามความอยู่รอดของกิจการได้


ในฐานะนักลงทุน แบบ VI เราต้องมองไปให้ไกลว่าบริษัทจะมีวันที่ยากลำบากแบบนั้นหรือไม่ และถ้าเห็นก็ไม่ควรให้มูลค่าบริษัท โดยอิงเฉพาะกับกำไรต่อหุ้นที่เห็นในช่วงใกล้ๆ เท่านั้น จริงอยู่เป็นเรื่องยากจะบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เรารู้ว่าความเสี่ยงนั้นเป็น “ความเสี่ยงจริง” ถ้าไม่นำมาพิจารณาประเมินราคาหุ้น เราก็จะเป็นคน “สายตาสั้น” และอาจพลาดไปซื้อหุ้นมีราคาสูงเกินพื้นฐานได้ พูดง่ายๆ คือให้ค่า PE กับบริษัทสูงเกินไป

การไม่เป็นคน “สายตาสั้น” และอาจจะ “มองไกลเกินเหตุ” นั้น หลายครั้งพบว่ามี “ต้นทุน” สูงอยู่เหมือนกันคือหลายครั้งราคาหุ้นมีกำไรดีเพียงสั้นๆ จากการมองของเรา แต่ตลาดซึ่งอาจประกอบไปด้วยคน “สายตาสั้น” เป็นส่วนใหญ่นั้นมองไม่เห็นหรือไม่มอง ดังนั้นพวกเขาจึงเข้ามาไล่ซื้อหุ้น เนื่องจากเห็นว่าค่า PE ต่ำ ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงมากและทำให้พลาดที่จะทำกำไรได้ง่ายและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การทำกำไรแบบนี้นั้นอาจจะไม่ใช่แนว VI และเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ทำถูกด้วยเหตุผลที่ผิด” ถ้าเราซื้อและขายไปเมื่อหุ้นขึ้นเราก็ได้กำไร แต่ถ้าพลาดและราคาหุ้นสะท้อนพื้นฐานแท้จริงที่เป็นระยะยาว เราก็จะขาดทุนอย่างถาวร

 บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556
ในแวดวงของนักลงทุนแบบ Value Invesment คำสองคำที่พูดถึงอยู่เสมอคือ Value กับ Price หรือ คุณค่า กับ ราคา

"คุณค่า" คือสิ่งที่จะได้จากการถือทรัพย์สินนั้น ซึ่งในเรื่องของหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้น คือ ปันผลที่เราจะได้ตลอดอายุของการลงทุน หรือตลอดไป ส่วน "ราคา" คือสิ่งที่ต้องจ่ายในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว หน้าที่หลักของเราก็คือ ประเมินดูว่าคุณค่าหรือมูลค่าของหุ้นตัวนั้นควรจะเป็นเท่าไรโดยหาจาก "มูลค่าปัจจุบัน" ของปันผลที่จะได้รับในอนาคตทั้งหมด นำมาเทียบกับราคา หากมูลค่าสูงกว่าราคาก็ซื้อ แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าราคา ก็ขาย เพราะเชื่อในระยะยาว ราคาจะวิ่งเข้าไปหามูลค่าที่แท้จริงเสมอ

เรื่องการลงทุนในหุ้น มูลค่า หรือคุณค่าของหุ้นมีเพียง หรือควรจะมีเพียงอย่างเดียว คือ ปันผลที่จะได้รับเป็นเงินสด คุณค่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน และไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นตัวเงิน เช่น ชื่อเสียงหรือความรู้สึกทางจิตใจ จะไม่นำมาคิด

แต่ในโลกที่กว้างออกไป "คุณค่า" ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเงิน คุณค่าด้าน "จิตใจ" ก็มีอยู่มากพอที่จะทำให้คนยอมจ่าย "ราคา" เพื่อได้มันมา หรือถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งคือ คนแต่ละคนจะประเมินดู "คุณค่าด้านจิตใจ" ที่เขาจะได้รับทั้งหมด แล้วนำมาเทียบกับ "ราคาหรือเม็ดเงิน" ที่เขาต้องจ่าย ถ้าคุณค่าสูงกว่า เขาจะ "ซื้อ" แต่ถ้าไม่ เขาอาจขายถ้าขายได้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณค่าทางจิตใจ แตกต่างจากคุณค่าที่เป็นเม็ดเงิน คือ คุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน ของสิ่งเดียวกันสำหรับคนหนึ่ง อาจมีคุณค่ามาก แต่สำหรับอีกคนหนึ่งอาจไม่มีค่าอะไรเลย ลองมาดูกันว่าใน "ตลาด" ที่ขาย "คุณค่าทางจิตใจ" ของไทยนั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ

ในเมืองไทยที่สังคมยังค่อนข้างติดยึดกับระบบ "ศักดินา" ที่แบ่งคนเป็น "ชนชั้น" ตามฐานันดรต่างๆ ทำให้ยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งเป็นสิ่งที่คนต่างก็แสวงหา คนมักจะยกย่องเชิดชูคนที่มีฐานะ และตำแหน่งที่เป็นทางการสูงโดยที่ไม่ใคร่สนใจว่าคนๆ จะมีความรู้ความสามารถ หรือมีคุณธรรมจริงๆ หรือไม่ ดังนั้น คนที่มีปัญญา มีความรู้ความสามารถ หรือเพียงแต่มีเงินจึงต้องการ "หัวโขน" มาประดับด้วย หัวโขนหรือตำแหน่งที่เป็น "ทางการ" จึงเป็นสิ่งที่มีค่า เป็น Value สำหรับคนหลายๆ คน และพวกเขาจึงยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเป็น "ราคา" ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ "หัวโขน" แต่ละแบบ และนี่เป็นที่มาของการ "ขายปริญญา" ของ "มหาวิทยาลัย" ที่ไม่ได้มีมาตรฐาน หรือไม่ก็เป็นปริญญากิตติมศักดิ์ที่มอบให้แต่ผู้รับต้อง "จ่ายเงิน"

ในอดีตเคยมีกรณี "เครื่องราช" ที่ต้องจ่ายเงินให้กับคนที่จัดการทำเรื่องหลอกลวงว่า มีการบริจาคเงินให้กับวัด เพื่อเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับคนที่ต้องการได้เครื่องประดับนี้ โดยที่ตนไม่สมควรได้

อาหารเสริมเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ผู้ผลิตมีตั้งแต่บริษัทระดับโลกไปยันกิจการครอบครัวขนาดเล็กที่ไม่มีการค้นคว้าวิจัยอะไรเลย "คุณค่า" ของอาหารเสริมจำนวนมากที่จะมีต่อร่างกาย ยังมีข้อสงสัยอยู่มาก หมอหรือนักวิชาการจำนวนมากที่ผมรู้จัก หรือได้อ่านบทความ บอกว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่นั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากความรู้สึกทางใจที่ว่ามันช่วยให้สุขภาพดีขึ้น คนจำนวนมากรวมทั้งผมต่างก็ดูว่ามีอาหารเสริมหลายอย่างที่ผมซื้อเพราะมัน "คุ้มค่า" คนจำนวนมากคิดว่าคุณค่าของมันเหนือกว่าราคาที่จ่าย

คุณค่าที่ว่านี้ ก็คือ การมีสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับเขานั้น คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมาก สำหรับผม ผมไม่ได้เชื่อมากนักว่า อาหารเสริมที่ผมกิน จะช่วยให้สุขภาพผมดีมากมายอะไร เงินที่ผมจ่ายก็น้อยนิด เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ผมมี เทียบแล้ว Value เหนือ Price และนี่เป็นเหตุผลที่อาหารเสริมนั้นเป็นธุรกิจที่เติบโตมาก

การพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตไม่น้อยไปกว่าอาหารเสริม ไล่ตั้งแต่การดูหมอและการผูกดวงชะตาต่างๆ การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ไปจนถึงการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่นักวิชาการมีการศึกษา และพบว่าการคาดการณ์ดังกล่าว ไม่มีความถูกต้องแม่นยำพอ ที่จะมีประโยชน์ในการตัดสินใจอะไรเลย แต่คนจำนวนมาก ก็ยังยอมจ่ายเงินไปเพื่อซื้อการคาดการณ์เหล่านั้น พวกเขาเห็น "คุณค่า" ของมัน

คนบางคนเชื่อว่า การคาดการณ์ มีความถูกต้อง และจะทำให้สามารถนำไป "ทำเงิน" และคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย คนบางคนได้ "คุณค่าทางจิตใจ" นั่นก็คือ ทำให้เขารู้สึกสบายใจที่มีคนมาช่วย "รับภาระทางใจ" ต่อการตัดสินใจของเขา กรณีที่เกิดความผิดพลาดเขา ก็สามารถอ้างได้ว่า เขาตัดสินใจโดยได้ใช้ข้อมูล และความเห็นของคนที่เชี่ยวชาญในการพยากรณ์อนาคตอย่างรอบคอบแล้ว

Value หรือคุณค่าของ "ที่ปรึกษา" ทางธุรกิจ บ่อยครั้งไม่ได้มีคุณค่าที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้ดีขึ้น คุ้มค่ากับค่าที่ปรึกษาที่สูงลิ่ว เจ้าของ หรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัท หรือหน่วยงานนั้น ส่วนใหญ่จะรู้ดีกว่าที่ปรึกษา ที่เป็นคนนอก และเพิ่งเข้ามาศึกษาการทำงานของบริษัทจากการสอบถามพนักงานภายในบริษัทเอง แต่ประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นอาจจะอยู่ที่ว่าคุณค่าของที่ปรึกษาในสายตาของคนจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารอาจจะอยู่ที่ว่า ที่ปรึกษาเป็นผู้ที่จะบอกให้แต่ละหน่วยงานในบริษัททำตามเนื่องจากพวกเขาเป็น "ผู้เชี่ยวชาญคนนอก" ที่ไม่มี "การเมืองในบริษัท" ที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ง่ายกว่า นอกจากนั้น หากเกิดมีอะไรผิดพลาด ผู้บริหารก็ยังมีข้ออ้างว่าที่ปรึกษาได้แนะนำไว้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายบริหารทั้งหมด

ตลาดพระเครื่องน่าจะเป็นตลาดที่ "คุณค่าทางด้านจิตใจ" มีบทบาทสำคัญในทรัพย์สินที่มีตัวตนและเปลี่ยนมือได้ "คุณค่า" ของพระเครื่องแต่ละรุ่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ห้อยพระเครื่องบางองค์รอดปลอดภัยอย่าง "มหัศจรรย์" คุณค่าในสายตาของคนเล่นพระเครื่องในพระรุ่น อาจจะสูงขึ้นมากและทำให้ "ราคา" ค่าเช่าพระองค์นั้นวิ่งสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าถามว่าพระเครื่องรุ่นนั้นช่วยให้ "แคล้วคลาด" ได้จริงหรือเปล่า? คงไม่มีใครตอบได้จริงๆ

Value ของบริษัทจัดการกองทุนรวมหรือผู้บริหารกองทุนรวมนั้น ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการศึกษากันมากและพบว่า ผู้จัดการกองทุนรวมส่วนใหญ่มีคุณค่าในแง่ของการเลือกหุ้น ที่ถูกต้องน้อย ไม่คุ้มค่ากับค่าบริหารกองทุนที่คิดค่อนข้างสูงอาจจะ 3-4% ต่อปีของสินทรัพย์สุทธิ คนจำนวนมาก ก็ยังใช้บริการยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนในอัตราสูงแทนที่จะซื้อกองทุนอิงดัชนี ที่ไม่ต้องเลือกหุ้น และคิดค่าบริหารกองทุนต่ำกว่ามาก

เหตุผลนั้น อาจจะเป็นเพราะคนยังเชื่อว่ามีกองทุนรวมที่มีฝีมือ หรือคุณค่าสูงในการเลือกหุ้นเพราะพวกเขาเห็นว่า กองทุนนั้นมีผลงานที่ดีเด่นในช่วงเร็วๆ นี้ ความหวังที่จะได้กำไรดีๆ และการ "ยกความรับผิดชอบ" ให้กับบริษัทจัดการการลงทุนที่ "มีผลงานโดดเด่น" ทำให้พวกเขายอมจ่าย "ราคา" ที่อาจจะสูงกว่าคุณค่าที่แท้จริงของ บลจ. นั้น

ที่เขียนมาทั้งหมด ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ในฐานะของ VI เราจะต้องเป็น "ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ VALUE" หรือคุณค่าของสิ่งต่างๆ เมื่อเทียบกับ ราคา ที่เราจะจ่าย และเราต้องเข้าใจด้วยว่า Value มีหลายรูปแบบ และในสายตาของแต่ละคน อาจจะไม่เท่ากัน ถ้ามันไม่ใช่ Value ที่เป็นเม็ดเงิน ความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้เราใช้เงินได้คุ้มค่าขึ้น ทั้งทางด้านของการลงทุน และในด้านการใช้จ่ายอย่างอื่นของชีวิต
 
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2556
 

แรงปรารถนา

posted on 08 Jul 2013 13:02 by learn2life in LifeandValueInvest
ช่วงนี้หรือที่จริงเกิดขึ้นเป็นระยะเรื่อยมา มีข่าวพระสงฆ์มีชื่อเสียงโด่งดัง เข้าไปเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม “ฆราวาส”
เช่น การท่องเที่ยวและใช้สิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือย หรือเกี่ยวพันกับผู้หญิงในแบบที่ไม่เหมาะสม หรือที่ดีขึ้นมาคือ ละเพศบรรพชิตก่อนจะอยู่กินกับผู้หญิง ที่ได้เข้ามาใกล้ชิดช่วงยังเป็นพระอยู่

เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆและคงจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เหตุผลเพราะความรักและกามารมณ์ รวมถึงการท่องเที่ยวและการใช้ของหรูนั้น เป็นเรื่อง “ความต้องการรุนแรง” ของมนุษย์ ที่แม้แต่พระ “ขัดขืน” ยาก เพราะอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน “สมอง” ที่อาจจะคิดและฝืนมันได้ แต่มันเกิดขึ้นใน “ยีน” คนเราที่ต้องการ ซึ่งบ่อยครั้งสมอง “เอาไม่อยู่”

Mission หรือ “ภารกิจ” หลักของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตเป็นสัตว์อย่างอื่นนั่นคือ หนึ่ง ต้องเอาตัวรอด ต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่น และหลีกเลี่ยงการถูกกินหรืออันตรายอื่น และสองต้องสืบพันธุ์ขยายเผ่าพันธุ์หรือยีนของตนให้มากที่สุด ส่วนเรื่องวิธีการที่จะทำให้ได้อย่างนั้น น่าจะต้องถือเป็น “ภารกิจรอง”

ยกตัวอย่างเช่น มีคนเคยสงสัยว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีคลินตันจึง “เสี่ยง” การสูญเสียตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพียงเพื่อจะได้ “มีเซ็กซ์”กับเด็กฝึกงานคนหนึ่ง คำตอบของนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งผมลืมชื่อแล้วคือ นี่เป็นข้อสงสัยของคนที่ไม่เข้าใจเรื่องของชีววิทยาที่แท้จริง

สำหรับนักวิชาการท่านนี้แล้ว การที่คน “ดิ้นรน” เพื่อจะเป็นประธานาธิบดีนั้น จริงๆไม่ใช่จุดสุดท้ายหรือเป้าหมายสุดท้ายของเขา สิ่งที่เขาต้องการจริงๆคือโอกาสมีเซ็กซ์เพื่อจะสืบทอดเผ่าพันธุ์หรือยีนต่างหาก พูดง่ายๆการเป็นประธานาธิบดีนั้น เป็นหนทางสู่การมีอำนาจ การมีอำนาจเป็นหนทางสู่การอยู่รอด และการสืบพันธุ์ซึ่งเป็นภารกิจหลัก ดังนั้นการมีเซ็กซ์ของคลินตัน จะเรียกว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงไม่ได้ในทางชีววิทยา

ผมเกริ่นมายาวเพื่อบอกว่า เราจะต้องเข้าใจเรื่อง“ความต้องการที่แรงกล้า”ของคน เพื่อจะได้รู้ว่าสินค้าอะไรจะขายดี บริษัทไหนมีโอกาสทำกำไรมากและเติบโตได้ดี หรือเป็น“ซูเปอร์สต็อก” ประเด็นหลักคือ อะไรก็ตามที่สนองตอบต่อการเอาตัวรอด และการสืบพันธุ์ของคน หรือถ้าจะให้ถูกต้องกว่าคือ “ยีน” ที่ดีขึ้น สิ่งนั้นจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น

แต่เคล็ดลับดูว่าอะไรคือ “ความต้องการที่แรงกล้า” ของคนนั้น จะต้องมอง “ย้อนหลัง” กลับไปยังอดีตที่โลกยังไม่เจริญ และมนุษย์ผู้ชายยังมีหน้าที่ล่าสัตว์และมนุษย์ผู้หญิงอยู่ถ้ำเลี้ยงลูก และเก็บของป่าเพื่อประทังชีวิตที่ยากลำบากมาก

พฤติกรรมข้างต้นนั้น ดำรงอยู่มานานนับเป็นหมื่นหรือแสนปีซึ่งทำให้มัน “ติดอยู่ในยีน” ซึ่งยังดำรงอยู่ในร่างกายของมนุษย์จนทุกวันนี้ ส่งผลให้เรามีความสามารถและความต้องการอย่างที่เราเป็นในสังคมปัจจุบัน นั่นคือ หนึ่ง ทำให้คนเราโดยเฉพาะผู้ชายชอบมีเซ็กซ์และมีบ่อยๆ มากกว่าผู้หญิงที่ต้องมั่นใจว่าถ้ามีเซ็กซ์และมีลูก ลูกจะต้องมีโอกาสรอด เพราะผู้ชายที่เป็นพ่อมีความสามารถ (สมัยก่อนก็คือการล่าสัตว์ สมัยนี้อาจเป็นการแสดง การเล่นกีฬา การบริหารหรือการลงทุน) มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัวได้

สรุปคือ ผู้ชายชอบผู้หญิงสวย (เพราะผู้หญิงสวยคือคนที่มีสุขภาพดีมีหุ่นดีซึ่งจะมีลูกง่าย) ส่วนผู้หญิงชอบผู้ชายความสามารถสูง รวยและเป็นผู้นำ (รวมถึงถ้าตัวสูงก็จะดีเพราะคนตัวโตมักล่าสัตว์ได้ดี) ประเด็นนี้ทำให้สินค้าเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น เสื้อผ้าสตรี กระเป๋า เครื่องประดับและเครื่องสำอาง สถานเสริมสวยทั้งหลาย รวมถึงการศัลยกรรมความงามนั้น เป็นธุรกิจที่ดี เพราะมันเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงในการสืบต่อเผ่าพันธุ์ จึงเป็นความปรารถนาที่แรงกล้าที่ผู้หญิงยินดีจ่าย

ธุรกิจในส่วนของผู้ชายที่น่าจะเป็นความต้องการแรงกล้าอาจจะเป็นเรื่องของรถสปอร์ตหรู มอเตอร์ไซค์หรู ซึ่งเกี่ยวกับความเร็ว การแข่งขันกีฬา และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเซ็กซ์ทั้งหลาย เพราะผู้ชายเป็น “นักล่า” ดังนั้นมักชอบอะไรที่เป็นความเร็วและการต่อสู้ ซึ่งคือการแข่งขันต่างๆ เช่นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ในปัจจุบัน

สอง เรื่องการ “เอาตัวรอด” มีสินค้ามากมายที่คนยินดีจ่าย อาหารและการกินนั้น แน่นอน เป็นธุรกิจที่ดีเพราะเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต คนชอบกินอาหารมีโปรตีนสูง เช่นเดียวกับแคลอรีสูง อาหารอุดมไปด้วยไขมันหรือหวานคืออาหาร “อร่อย” ในยีนของคน

การเอาตัวรอดของคนสมัยก่อน ยังรวมถึงการพยายาม “ลดการใช้พลังงาน” ให้ต่ำลง เพราะอาหารยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้หาได้ง่าย ดังนั้น นี่น่าจะทำให้คนเรา “ชอบสบาย” ไม่ชอบทำงานหนัก ชอบที่จะ “ล่า” สัตว์โดยใช้ความพยายามน้อยที่สุด ดังนั้น สินค้าของจำเป็นในชีวิตที่ตอบโจทย์เรื่องราคาถูก สามารถจับจ่ายในที่เดียว หรือร้านให้ความสะดวกสบายซื้อหาจึงเป็นธุรกิจที่ดี

สาม เรื่องความตายเป็นสิ่งที่คนพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุด ดังนั้น อะไรสามารถลดความเสี่ยงหรือยืดอายุให้ยาวขึ้นย่อมเป็นธุรกิจที่ดี ธุรกิจยา โรงพยาบาล อาหารเพื่อสุขภาพ และอื่นๆต่างเป็นธุรกิจที่คนยอมจ่ายแพง ถ้ามีเงินพอ

สี่ เรื่องบางอย่างที่คนอาจจะไม่คิดว่าเกี่ยวพันกับความต้องการแรงกล้าเช่นกัน คือ เรื่องการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ไกล ๆ เหตุผลที่คนชอบเดินทางเป็นเพราะช่วยเพิ่มโอกาสที่คนจะเอาตัวรอดและมีคู่ได้ดีขึ้น

ลองคิดดูว่าถ้ามนุษย์ไม่เดินทางออกไปไกล ๆ เขาก็คงไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ไปได้มาก เนื่องจากอาหารจะจำกัด การอยู่แต่ในบริเวณหรือหมู่บ้านแคบ ๆ พวกเขาอาจต้องแต่งงานกันเอง ซึ่งทำให้ยีนไม่หลากหลาย และไม่สามารถต้านทานโรคร้ายบางอย่างได้ ผลในที่สุดเผ่าพันธุ์อาจหมดไป ดังนั้น คนจึงชอบเดินทางไปสถานที่ใหม่ ๆ และนี่ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้นเติบโตไปเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจการบิน โรงแรม และอื่น ๆ

ธุรกิจสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ ธุรกิจของหรูหราฟุ่มเฟือย นี่คือ สินค้าที่คนปรารถนาอย่างแรงกล้า ผมคิดว่าของหรูมีราคาแพงนั้น คนต้องการเพราะว่าเป็นเครื่องบ่งบอกถึง “ความมั่งคั่ง” หรือความสำเร็จของคนใช้ที่มีปัญญาซื้อของเหล่านั้น ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เพศตรงข้ามเข้ามาหาได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ดังนั้น จึงมักเป็นธุรกิจที่ดี

ก่อนที่จะจบ ผมจำเป็นจะต้องเตือนด้วยว่า เวลาดูว่าเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ดีนั้น เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ต้องดูว่าบริษัทไหนสามารถสนองตอบต่อความปรารถนาแรงกล้านั้นได้แบบโดดเด่นมากและเหนือกว่าคู่แข่ง เนื่องจากความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ บริษัทอาจไม่มีค่าอะไรมากนัก แต่ถ้าใช่ บริษัทนั้นจะมีคุณค่ามาก

และสุดท้ายคือ การวิเคราะห์บทความนี้ หวังว่าไม่ทำให้นักการศาสนา นักสิทธิมนุษยชนหรือคนที่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนไม่มีศีลธรรมหรือเหยียดผิวหรือเพศ เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงทางธรรมชาติ เป็นเรื่องประวัติหรือวิวัฒนาการของมนุษย์ ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง
 
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556

ตั้งแต่มีระบบอินเทอร์เน็ตทรงประสิทธิภาพผ่านระบบโทรศัพท์มือถือหรือ คอมพิวเตอร์แบบพกพา.ผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในโลก ในทางสังคมเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแล้วคนประทับใจ จะเกิดการส่งต่อด้วยวิธีการต่างๆผ่านระบบสื่อที่เป็นธุรกิจและสื่อสังคม ทันที ราวกับสายฟ้าแลบ ผลคือกลายเป็นTalk of the town หรือเรื่องคนพูดถึงและวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อไปเป็นทอดๆ


บาง เรื่องทำให้คนดังในชั่วข้ามคืน อย่างกรณีของนักร้องเกาหลีเต้นแบบกังนัมสไตล์จนคนทั่วโลกคลั่งไคล้ ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้ธุรกิจหรือคนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้เช่นกัน


ใน ทางการเมืองเหตุการณ์อาหรับสปริง และการชุมนุมอีกหลายอย่างเช่น Occupy Wall Street ที่คนประท้วงความโลภและความเลวร้าย ของระบบตลาดทุนสหรัฐ เป็นผลจากระบบของสื่อสังคมแบบสายฟ้าแลบทำให้คนออกมารวมตัวกันต่อต้านสิ่งที่ พวกเขาคิดเหมือนกันและคิดรุนแรงกับเรื่องดังกล่าว


โดยคนเหล่านี้ อาจมีจิตวิทยาหรือความเชื่อของตนที่มีมานาน หรืออาจเป็นคนที่ได้รับข้อมูลที่ถูกส่งมาจากคนมีความคิดและความเชื่อนั้นต่อ เนื่อง ทำให้เขาคล้อยตามเข้าร่วมชุมนุมด้วย ผลคือม็อบเกิดเร็วและแรงกว่าเคยเป็นมาในอดีตที่คนไม่สามารถส่งต่อหรือติดต่อ ความคิดและการนัดหมายกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ในทางเศรษฐกิจและ การเงิน ผลกระทบจากข้อมูลสายฟ้าแลบ ส่งผลให้ระบบการเงินที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจจริง เกิดการปั่นป่วนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มติการประชุมของธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ ถูกส่งต่อทันทีไปทั่วโลก คนมีอำนาจตัดสินใจทางเศรษฐกิจการลงทุนแทบทุกประเทศต่างReact หรือตอบสนอง โดยปรับกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน และนโยบายจัดงบประมาณของประเทศ ผลคือบางครั้งตลาดเกิดความปั่นป่วน เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


เร็วๆ นี้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนรุนแรงขึ้นเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยบางวันดัชนีตกลงกว่า 40 จุดหรือประมาณ 3% ในช่วงเช้า แต่พอถึงตอนบ่ายดัชนีกลับปรับขึ้นประมาณเท่าเดิมได้ เช่นเดียวกันบางวันดัชนีเริ่มจากบวกมากมาย แต่แล้วกลับเป็นลบมากมายในเวลาอันสั้น ความผันผวนกว่า 5% ภายในวันเดียว


สำหรับ คนที่ซื้อขายระยะสั้นๆ การขาดทุนหรือกำไรต่อวันสูงลิ่วแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน เหตุผลไม่ใช่เรื่องมาจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว สื่อสายฟ้าแลบ ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นในไทยเพียง 2-3 ปีนี้มีผลต่อนักลงทุนมหาศาล


นัก ลงทุนเกือบทุกคนในสังคมของคนมีเงินรุ่นใหม่ปัจจุบัน ต่างพกโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ตติดตัวตลอดเวลา สายตาพวกเขาถ้าไม่ได้ทำงานหรือดูอย่างอื่นอยู่จะอ่านข้อมูลข่าวสารที่มีคน ส่งเข้ามาเป็นระยะ เช่นเดียวกับบางครั้งเขาเป็นคนส่งข้อมูลที่คิดหรือได้รับมาอีกต่อหนึ่งออกไป สู่คนอื่นอีกมากมายได้ด้วยการกดแป้นพิมพ์เพียงครั้งเดียว ผลคือทุกคนซื้อขายหุ้นกันตามข่าวสารนั้น และทำให้หุ้นผันผวนรวดเร็วตามข่าว


คน เป็นVI ควรจะต้องเข้าใจว่าปรากฏการณ์ของ สื่อสายฟ้าแลบ และข่าวหรือข้อมูลต่างๆที่ถูกส่งออกไป อาจมีทั้งเรื่องจริงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือเป็นเรื่องไม่จริงไม่ถูกต้องที่คนเข้าใจผิด หรือเป็นเรื่องที่ไม่จริงไม่ถูกต้องและคนที่ส่งออกไปรู้แต่ต้องการให้มีผล ต่อราคาหุ้นที่ตนถืออยู่หรือต้องการซื้อหรือขาย


ความสามารถแยก แยะหรือรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุน ในภาวะปัจจุบันผมคิดว่าการหาข้อมูลนั้นง่ายมาก เราแทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย โดยเฉพาะหลังจากกำเนิดกูเกิ้ล แต่การจะเลือกรับเฉพาะข้อมูลถูกต้องเป็นเรื่องยากมาก บางทีอาจยากกว่าสมัยก่อนที่การผลิตข้อมูลและส่งออกไปมีราคาแพงมาก เนื่องจากสื่อที่เป็นมหาชนนั้นมีจำกัด


ดังนั้นข้อมูลไม่มีคุณภาพ หรือไม่ถูกต้องจึงไม่สามารถผลิตส่งออกมาได้ง่าย แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถส่งข้อมูลให้คนเป็นร้อยเป็นพันได้ และไม่มีใครมากรองหรือกีดกันข้อมูลเลย ดังนั้นข้อมูลท่วมท้นในตลาดหุ้น และการลงทุนปัจจุบันอาจถูกต้องมีคุณค่าใช้เวลาอ่านเพียง 1 ใน 10 หรือน้อยกว่านั้น และถ้าอ่านไปเรื่อยโดยไม่แยกแยะก็ไม่ได้อะไร ที่ยิ่งแย่คืออาจรับในสิ่งที่ผิดหรือถูกล้างสมอง ให้เชื่อในสิ่งที่ผิด ซึ่งจะทำให้แนวทางการลงทุนของเราไม่ประสบความสำเร็จ


ถ้าจะลองมาดูว่าแต่ละวันเรารับอะไรมาบ้าง และมีปฏิกิริยาอย่างไรก็จะช่วยให้สามารถปรับปรุงตัวเองให้เป็น VI ที่ดีขึ้นได้


สิ่ง แรกคือข่าวต่างๆที่มักเป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความเห็นประกอบ ส่วนมากเป็นเรื่องตัวเลข เช่น ดัชนีหุ้น ตัวเลขกลุ่มผู้ซื้อขายหุ้นแต่ละกลุ่ม สิ่งต่างๆเหล่านี้มักไม่เป็นปัญหา แต่เหตุผลต่างๆที่มักอธิบายประกอบนั้น ต้องระวังว่าอาจไม่จริงแต่เป็นความเห็นของนักวิเคราะห์ อาจจะฟังแบบผ่านๆ เนื่องจากอาจไม่มีประโยชน์อะไรนัก เพราะความเห็นหรือแม้แต่ความจริงที่ผ่านไปแล้ว มักไม่มีผลอะไรกับราคาหุ้นในอนาคต


ข้อมูลต่อมาที่มีมากมายไม่แพ้ กันทุกวันคือ การเชียร์หุ้นทั้งซื้อหรือขายของนักวิเคราะห์และนักลงทุน ที่อาจจะเป็นเพื่อนกับเราหรือที่เราได้รับผ่านเพื่อน ว่าที่จริง เดี๋ยวนี้จะเป็นใครไม่มีความหมายอะไร เพราะผ่านมาถึงเราได้ตลอด ประเด็นคือการแนะนำหุ้น แทบจะทุกรายการนั้น ผู้แนะนำนั้นต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น


บางทีอาจขัดแย้ง กับคนที่เขาอยากให้ได้รับข่าวสาร เช่น แนะนำให้ซื้อในราคาสูงเพื่อเขาจะได้ขาย หรือถึงบางคนไม่ต้องการขาย แต่เขาอยากให้หุ้นแนะนำขึ้นอยู่ดีถ้าซื้อครบแล้ว บางคนเช่นนักวิเคราะห์นั้น พวกเขาอาจไม่ได้มีหุ้น หรือต้องการทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นโดยตรง แต่พวกเขาต้องการให้คนซื้อขายหุ้นบ่อยขึ้น เพื่อบริษัทเขาจะได้ค่าคอมมิสชั่นหรือได้ธุรกิจอื่นเพิ่ม ผลประโยชน์ของเขาคือเงินเดือนโบนัสและชื่อเสียง ในการที่แนะนำถูกต้องในระยะสั้น


ข้อมูลมีมากอีกอย่างคือข่าวลือ นี่เป็นข่าวหรือข้อมูลที่ ขายได้ ในแง่ทำให้คนเข้ามาอ่านหรือมารับ เนื่องจากคนชอบฟังเรื่องปิดลับ หรือยังไม่ปรากฏต่อสื่อที่เป็นทางการ แต่เป็นเรื่องน่าสนใจมีผลกระทบต่อราคาหุ้น ตัวอย่างมีมากมายรวมถึงเรื่องเช่นการเทคโอเวอร์ การแจกหุ้นเพิ่มทุนหรือวอร์แรนท์ และเรื่องอื่นๆอีกสารพัด เช่น หุ้นตัวนั้นหรือตัวนี้มี เซียน กำลังเก็บหรือขาย นี่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ฟังได้แต่จริงๆแล้วคิดว่ามีประโยชน์น้อยมาก ข้อแรกคือมันอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จริงโดยเฉพาะ ถ้าไม่มีสัญญาณอย่างอื่นประกอบ ข้อสองถ้าจริงแต่ตอนที่มาถึงเราคนอีกจำนวนมากอยู่ในระบบสื่อสายฟ้าแลบรู้กัน หมดแล้ว ซึ่งทำให้ไม่มีประโยชน์ในแง่การลงทุน


ทั้งหมดคือเสี้ยว เดียวของปรากฏการณ์ใหม่ของโลก และประเทศไทยที่เราจะต้องเรียนรู้และรับกับมัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ไม่จำเป็นจะต้องทำตามคนส่วนใหญ่ ผมเองพยายามจะไม่เปิดรับข้อมูลมากเกินไป ต้องกรองเอาเฉพาะข้อมูลเป็นประโยชน์ ต้องเป็นคนเลือกและแสวงหาข้อมูลที่จะรับ มิฉะนั้นอาจกลายเป็น เหยื่อของคนที่มีเป้าหมาย ที่จะทำให้เชื่อในข้อมูลของเขา

 

 บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 25 มิถุนายน 2556 

เลือดนองตลาด

posted on 08 Jul 2013 12:38 by learn2life in LifeandValueInvest
ช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะมีการปรับตัวลงมาแรงจนน่าตกใจ.ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกลงมาจากประมาณ 1640 กว่าจุดเหลือ 1465 จุดในวันที่ 14 มิ.ย. 2556 ซึ่งเป็นการตกลงมาเกือบ 200 จุดหรือลดลงประมาณ 10% ในบางช่วงนั้น บางวันหุ้นตกลงมาถึง 5% และยังตกติดต่อกันอีกหลายเปอร์เซ็นต์ในวันต่อมา แม้ว่าจะมีการ “รีบาวด์” เป็นระยะ ๆ บางทีในวันเดียวกัน

เหตุผลที่หุ้นตกลงมานั้น นักวิเคราะห์ต่างก็บอกว่าเป็นเรื่องของการที่สหรัฐมีภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ดังนั้นมาตรการคิวอี (QE) ซึ่งคอยอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินทุกเดือน อาจจะต้องลดลงซึ่งจะทำให้สภาพคล่องทางการเงินที่เคยไหลมาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียต้องถูกถอนกลับ ผลคือนักลงทุนเทขายหุ้น และทำให้หุ้นตกลงมาอย่างหนักทั่วเอเชีย

ตัวเลขการขายหุ้นสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นของไทยก็ฟ้องว่ามีการขายหุ้นจริงคิดเป็นหลายหมื่นล้านบาทตั้งแต่ต้นปี วันที่หุ้นตกอย่างหนักบางวันก็เห็นว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากถึง 5-6 พันล้านบาท ปรากฏการณ์หุ้นตกครั้งนี้ ผมมีความคิดและข้อสังเกตหลาย ๆ อย่างที่อยากจะพูด

เรื่องแรกคือ การตกของหุ้นรอบนี้ดูเหมือนว่าจะรุนแรงนั้น ว่าที่จริงดัชนีหุ้นก็ยังสูงกว่าดัชนีเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 1392 จุด ดังนั้น สำหรับคนที่ “มองยาว” อย่างผมซึ่งมักจะดูดัชนีเป็นปีๆ แล้ว ผมไม่ได้คิดว่าหุ้นตกอะไรเลย เพราะเมื่อผ่านมาประมาณเกือบครึ่งปีของปีนี้หุ้นก็ยังขึ้นมาประมาณ 5% เมื่อรวมกับปันผลประมาณเกือบ 3% ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมยังสูงถึง 8% และถ้าเราคาดว่าหุ้นก็จะมีผลประกอบการแบบเดิมในครึ่งปีที่เหลือ เราก็คูณด้วย 2 ก็จะได้ว่าหุ้นปีนี้อาจจะให้ผลตอบแทนถึง 16% ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่ดีเลิศ

ดังนั้น เราจะเสียอกเสียใจไปทำไมถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว? คนที่จะกลุ้มใจและอาจจะเสียหายหนักน่าจะเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงเร็ว ๆ นี้ก่อนหุ้นจะตก หรือไม่ก็เป็นคนที่ทุ่มเงินเข้ามาลงทุนมากในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม คนที่มีหุ้นเต็มพอร์ตมาตลอดและถือหุ้นระยะยาวเองก็คงรู้สึกเศร้าอยู่เหมือนกันที่เห็นเงินในพอร์ต “หาย” หรือลดลงไปมากในช่วงเวลาสั้น ๆ คำแนะนำหรือคำปลอบประโลมใจของผมก็คือ นี่คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นถ้าเราอยู่ในตลาดหุ้นมานาน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองถึงกับบอกว่า ถ้าคุณไม่สามารถมองเห็นพอร์ตหรือราคาหุ้นลดลงไปถึง 50% ได้ คุณก็ไม่ควรอยู่ในเกมของการลงทุน

เรื่องที่สองก็คือ การตกของหุ้นในรอบนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยคาดไว้หรือไม่? คำตอบก็คือ ผมเองคิดไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่หุ้นอาจจะไม่ดี ว่าที่จริงผมเองคิดว่ามีโอกาสที่ผลตอบแทนของปีนี้จะ “ติดลบ” ด้วยซ้ำ เหตุผลของผมก็คือ ตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไปถึงปี 2552 หรือ 4 ปีที่ผ่านมานั้นให้ผลตอบแทนที่ “สุดยอด” นั่นคือ ปี 2552 หุ้นขึ้นมา 63% ปี 2553 หุ้นขึ้นอีก 41% ส่วนปี 2554 นั้น หุ้นนิ่งเท่ากับปี 53 หรืออาจจะเรียกว่า “หยุดพัก” หลังจากนั้นในปี 55 หุ้นก็เริ่มวิ่งใหม่ ขึ้นมาอีก 36%

จากดัชนีสิ้นปี 2551 ที่ประมาณ 450 จุดขึ้นมาเป็น 1392 เมื่อสิ้นปี 2555 หรือขึ้นมาสูงเป็นกว่า 3 เท่าในเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นสถิติที่ตลาดไทยไม่เคยเจอ และถ้าปี 2556 ตลาดหุ้นขึ้นมามากอีก มันก็เป็นอะไรที่ “สุดโต่ง” เมื่อเทียบกับสถิติ “ระยะยาว” ของตลาดหุ้นไทยที่ผลตอบแทนประจำปีที่เป็นบวกต่อปีที่ผลตอบแทนเป็นลบนั้น เป็นแค่ 60:40 และผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นแค่ประมาณ 10%

ดังนั้น ความหวังของผมในตอนสิ้นปี 2555 ก็คือ ดัชนีตลาดในปี 2556 จะไม่เป็นลบ แต่การณ์กลับเป็นว่า เพียง 3-4 เดือนของปี 2556 ตลาดก็ขึ้นไปแล้วเกือบ 20% ซึ่งทำให้ผมคิดว่า การ “ปรับตัว” น่าจะเกิดขึ้นได้เสมอ ก็ได้แต่หวังว่าผลตอบแทนเมื่อสิ้นปีนี้จะไม่เป็นลบ

เรื่องต่อมาก็คือ ผมได้ทำอะไรเมื่อหุ้นตกลงมาแรง? คำตอบก็คือ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงในทุกครั้งที่หุ้นตกแรงไม่ว่าจะในปีไหนหรือตกจากสาเหตุอะไร ผมไม่เคยที่จะขายหุ้น ผมคิดว่าในยามที่คนกำลัง “ขวัญผวา” และเทขายหุ้นเหมือนฟ้าจะถล่มนั้น หุ้นย่อมจะต้องตกเกินความเป็นจริง

ดังนั้น ถ้าเราขายหุ้นในวันนั้น เราก็จะขายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ผมคิดว่าถ้าเราคิดว่าพื้นฐานของกิจการเปลี่ยนจริง ๆ เราก็รอขายในอีก 2- 3 วันที่คนหายตื่นตระหนกจะดีกว่า ถ้าจะว่าไป ในทุกครั้งที่เกิด “แพนิค” หลังจากนั้นก็จะต้องมีการ “รีบาวด์” ให้เราขายได้เสมอ แต่ในกรณีที่พื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็ไม่ทำอะไร บางทีถ้าหุ้นตัวที่เราสนใจตกลงมามากจนคุ้มค่า ผมก็จะเข้าไปซื้อเท่าที่จะหาเงินมาได้

เรื่องที่สี่ก็คือ ในระดับดัชนีขณะนี้ มองไปข้างหน้าเราสามารถลงทุนระยะยาวโดยการเข้ามาซื้อหุ้นได้หรือไม่? นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก ประเด็นก็คือ ในภาวะที่หุ้นร้อนแรงมาก (แม้ว่าจะปรับตัวลงมาบ้าง) ผมเองคิดว่าหุ้นที่มีราคาถูกมาก ๆ นั้นหาได้ค่อนข้างยากหรือไม่ก็เป็นหุ้นที่อาจจะถูกแต่ก็มีความเสี่ยงบางอย่างที่อาจจะสูงสำหรับผม

ดังนั้น ถ้ายังไม่มีหุ้นอยู่เลยหรือมีหุ้นจำนวนน้อยและมีเงินสดเหลือมาก ผมก็คงจะ “รอ” หรือไม่ก็เลือกหุ้นบางตัวที่มีความปลอดภัยสูงและก็คงไม่เข้าไปลงทุนมากมายอะไรนัก ผมคิดว่ายังน่าจะมีเวลาที่หุ้นจะตกต่ำลงมากกว่านี้ หรือไม่เราก็อาจจะพบหุ้นบางตัวที่โดดเด่นขึ้นมาจนมีคุณค่าและเป็นหุ้นที่มี Margin of Safety สูงพอที่เราจะลงทุนได้อย่างสบายใจ จำไว้ว่าเราไม่มีแรงกดดันอะไรที่จะต้องตัดสินใจ ในสิ่งที่เราไม่แน่ใจ อย่าลืมว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองนั้น บ่อยครั้ง นั่งทับเงินสดเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์เป็นปีๆ

คำถามสุดท้ายก็คือ ถ้าเรามีหุ้นอยู่เต็มพอร์ต เราควรทยอยขายออกไปไหมเพื่อ “ลดความเสี่ยง” เหนือสิ่งอื่นใด เราได้กำไรมามากแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ควรไหมที่เราจะ “ล็อก” กำไรหรือเม็ดเงินไว้ รอดูให้ทุกอย่าง “คลี่คลาย” แล้วค่อยกลับมาลงทุนใหม่? สำหรับคำถามนี้ผมเองยอมรับว่าตอบไม่ได้เหมือนกัน

จริงอยู่ ผมเองก็คิดว่าหุ้นในเวลานี้ไม่ถูกหรือบางทีอาจจะแพงด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราขายไปแล้วถือเงินสดหรือลงทุนในตราสารหนี้ก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้ก็จะต่ำมากอาจจะเพียง 2-3% ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้นอาจจะไม่ดี แต่พอร์ตเราก็ยังอาจจะพอไปได้ให้ผลตอบแทนอาจจะ 4-5% แม้ว่าดัชนีตลาดอาจจะติดลบ ในกรณีแบบนี้ การถือหุ้นไว้ก็ยังดีกว่า และเมื่อตลาดเริ่มฟื้นตัว พอร์ตของเราก็อาจจะเดินหน้าต่อไป

ดังนั้น ดู ๆ แล้ว การที่จะขายหุ้นเพื่อถือเงินสดนั้น อาจจะไม่ให้ประโยชน์อะไรและอาจจะทำให้พลาดอย่างแรงกรณีที่หุ้นไม่ได้ปรับลดดังคาด และถ้าหากว่าหุ้นกลับขึ้นไปโดยที่เราไม่กล้ากลับเข้าไปในตลาดเร็วพอ ความเสียหายก็จะเพิ่มทวีคูณ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงมักจะ “อดทน” ถือหุ้นไว้แม้ในใจจะหวั่นว่าหุ้นอาจจะปรับตัวลงหนักได้ตลอดเวลา
 
บทความนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อ 18 มิถุนายน 2556