งานอดิเรกอย่างหนึ่งของผมคือ ดูว่าบริษัทไหนในตลาดหุ้นของแต่ละประเทศมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นใหญ่ที่สุดและหลายๆ ครั้งดูบริษัทที่ใหญ่รองๆ ลงมา และผมชอบที่จะดูว่าในอดีต บริษัทไหนเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดหรือใหญ่มากๆ และเดี๋ยวนี้พวกเขายังใหญ่อยู่ไหม เพราะข้อมูลนี้จะช่วยบอกถึง “วิวัฒนาการ” ทางเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นว่าจะไปทางไหน

ถ้าจะพูดให้ตรงประเด็นคือ ในอนาคตบริษัทไหนจะมีโอกาสเติบโต จนกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด หรือใหญ่มากในตลาดหลักทรัพย์ และถ้าเรารู้ เราก็สามารถลงทุนซื้อและถือหุ้นตัวนั้นในระยะยาวได้ ลองเริ่มต้นจากตลาดสหรัฐ ซึ่งมีข้อมูลยาวนานและหาได้ง่ายดู

ปัจจุบันหุ้นใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐ คือหุ้นของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และหุ้นของบริษัทแอกซอนส์โมบิล ที่ผลิตน้ำมัน สลับกันเป็นหมายเลขหนึ่ง แอกซอนส์โมบิล จริงๆ แล้วเคยเป็นหมายเลขหนึ่งมานานแล้วหลายสิบปี และคงจะเป็นบริษัทหมายเลขหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ราคาน้ำมันวิ่งขึ้นไปสูงหรือมีวิกฤติน้ำมันที่ทำให้บริษัทมีกำไรสูงมาก และทำให้มูลค่าหุ้นสูงลิ่ว ประเด็นคือ พลังงานเป็นสิ่งที่คนทุกคนต้องบริโภค และมีการใช้จ่ายค่อนข้างมากมาตลอด น่าจะตั้งแต่เกือบร้อยปีก่อนเริ่มมีการใช้รถยนต์

ดังนั้น ยอดขายของบริษัทน้ำมัน จึงมีมูลค่าสูงมากตลอดมา บริษัทที่จะผลิตน้ำมัน ก็ต้องมีขนาดใหญ่มาก ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทน้ำมัน มีขนาดสูงลิ่วมาตลอด ผลคือ บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างเอ็กซอนส์ จึงติดอันดับหนึ่งมาบ่อยครั้ง และผมเชื่อว่ามากกว่าทุกบริษัท

เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนอเมริกันร่ำรวยขึ้นมาก พวกเขาเริ่มใช้จ่ายกับสินค้าไฮเทคมากขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นผลิตภัณฑ์เคลื่อนที่ได้อย่างไอโฟนและไอแพด หุ้นของแอปเปิลที่เป็นหมายเลขหนึ่งของอุตสาหกรรม จึงกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกันและโลกได้ในช่วงเร็วๆ นี้ แม้ว่าเมื่อประมาณซักสิบกว่าปีที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่งในตลาดหุ้น

ถ้าเรามองประวัติศาสตร์ของหุ้นหมายเลขหนึ่งย้อนหลังไปไกลๆ จะพบว่าหุ้นที่เป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นอเมริกานั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยของเศรษฐกิจ เมื่อสมัยที่คนอเมริกันเริ่ม "ขับรถยนต์" กันทั้งประเทศ หุ้นของเจนเนอรัลมอเตอร์ หรือ GM ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งของอเมริกา น่าจะเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด แต่หลังจาก "ยุคทอง" ของรถยนต์ผ่านไป เพราะการแข่งขันจากรถยนต์ต่างประเทศ หุ้น GM ก็ไม่เคยกลับมายิ่งใหญ่อีกเลย

ยุคที่คนอเมริกันหันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในบ้านกันทุกบ้าน หุ้นเจนเนอรัลอีเล็กทริก หรือ GE น่าที่จะเคยเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดในตลาด การใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น อิ่มตัวไปนานแล้ว GE ก็ตกอันดับไปนาน แต่ปัจจุบันยังใหญ่มาก แต่นี่เป็นเพราะ GE ได้หันไปทำกิจการอย่างอื่น ที่ยังทำรายได้มาก และมีคนจ่ายเงินซื้อบริการมากพอสมควร เช่น ทำเครื่องยนต์ของเครื่องบิน และการทำธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่ โอกาสกลับมาเป็นที่หนึ่งน่าจะหมดไปแล้ว

เมื่อเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ แน่นอน IBM ซึ่งเป็นหมายเลขหนึ่ง น่าจะเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด เพราะแทบทุกธุรกิจต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่ต่อมาเมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทุกคนต้องใช้ และการใช้ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ หุ้นของไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นหมายเลขหนึ่งที่โดดเด่นครอบงำธุรกิจนี้ จึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าที่มากที่สุดในตลาด และในโลกทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี บริษัทยังทำงานกันใน "โรงรถ"

ย้อนหลังไป 15-20 ปีที่ผ่านมา วอลมาร์ทซึ่งเอาชนะคู่แข่งที่เหนือกว่าในด้านของการค้าปลีกสมัยใหม่และเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ โดยอาศัยกลยุทธ์การ "ขายถูกทุกวัน" จนสร้างเครือข่ายที่มียอดขายมโหฬารสูงสุดในโลก และมากกว่าบริษัทน้ำมันที่มียอดขายสูงมากตลอดมา ก็กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุด แม้ปัจจุบันตกอันดับแล้ว แต่มูลค่าตลาดของวอลมาร์ท น่าจะยังสูงต่อไป เพราะมูลค่าธุรกิจของโมเดิร์นเทรดยังสูงต่อไป ตราบที่เศรษฐกิจยังขยายตัว เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ทุกวัน และรูปแบบธุรกิจอื่นยังทดแทนไม่ได้

สถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ถ้ามองย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ พบว่า เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ และมีมูลค่าตลาดสูงมาก และเป็นอันดับหนึ่งมาเป็นครั้งเป็นคราว แม้ระยะหลังโอกาสจะเป็นอันดับหนึ่งอีกคงน้อยลง เหตุผลชัดเจนว่า คนมีเงินและต้องฝากธนาคาร รวมถึงต้องมาใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินเป็นกิจการที่อันดับหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า จะรักษาอันดับของตนเองไว้ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เกิดวิกฤติขึ้น เราจะเห็นว่าช่วงเวลาหนึ่ง ซิตี้แบงก์ อาจเป็น "ราชันย์" ต่อมาเราอาจจะเห็นแบงก์ออฟอเมริกาที่ยิ่งใหญ่

กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย ผมลองนึกดูคร่าวๆ แล้วคิดว่าช่วงแรกๆ ของการเปิดตลาดหลักทรัพย์ กิจการที่น่าจะมีมูลค่าตลาดสูงสุด จะเป็นแบงก์อันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งคือธนาคารกรุงเทพในยุคนั้น หุ้นแบงก์ยังน่าจะเคยใหญ่ที่สุดในตลาดมาเป็นครั้งเป็นคราวจนมาถึงยุคหลังที่ประเทศเจริญขึ้น และคนหันมาบริโภคสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานมากขึ้น ทำให้หุ้นแบงก์ตกอันดับไป และอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาใหญ่สุดอีก กลุ่มแบงก์น่าจะเป็นกิจการที่ใหญ่มากไปอีกนานเหมือนอย่างในตลาดหุ้นสหรัฐ

เมื่อประเทศเข้าสู่โหมดการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการสร้างสาธารณูปโภค และสร้างที่อยู่อาศัยมากมาย หุ้นที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ย่อมมีโอกาสกลายเป็นหุ้นอันดับหนึ่ง หุ้นของปูนใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบงำอุตสาหกรรม จึงน่าจะเคยเป็นหุ้นที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งของประเทศในช่วงหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ระดับที่ใกล้จะเป็นเศรษฐกิจที่ "พัฒนาแล้ว" การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างน่าจะลดลงเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายอื่น โอกาสที่ธุรกิจกลุ่มก่อสร้างจะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดอีกน่าจะยาก

ธุรกิจพลังงานของไทย เริ่มกลายเป็นบริษัทอันดับหนึ่งมาหลายปีแล้ว โดยบริษัทปตท. ซึ่งครอบงำธุรกิจนี้สามารถรักษามูลค่าหุ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างที่ไม่มีใครแซงได้มานานหลายปี พลังของ "เศรษฐกิจใหม่" กำลังเข้ามาแทนที่ หุ้นที่อาจจะมีโอกาสกลายเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดในประเทศ ในเวลาไม่นานคือธุรกิจสื่อสารที่เป็นโมไบล์หรือมือถือ และแน่นอนหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม คือหุ้นของ ADVANC ที่มีมูลค่าหุ้นใกล้เข้ามาทุกที

มองไกลออกไปในอนาคต การหาหุ้นที่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ หรือหุ้นที่จะมีขนาดใหญ่มากๆ คือ "รางวัลอันสูงสุด" สำหรับนักลงทุนระยะยาว ถ้าเรารู้หรือคาดการณ์ถูก การลงทุนถือหุ้นไว้จะให้ผลตอบแทนที่ดีมาก โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่ซื้อแล้วถือเก็บไว้ รอเวลาให้มันเติบโตไปเรื่อยๆ

Comment

Comment:

Tweet